loader image
ยินดีต้อนรับสู่
ชมรมไอที อันดามัน
info@itandaman.com
NewIT

Binance ลุยตลาดไทยไม่ง่าย Bitkub ยังครองผู้นำในประเทศ

525views

ส่องภาพรวมตลาด Digital Asset Exchange ในประเทศ หลัง Binance ประกาศจับมือ GULF ลงตลาด สู้ศึกกับรายใหญ่อย่าง Bitkub ที่หนุนหลังโดย SCB คาดเกณฑ์การกำกับดูแล และภาษีเทรด จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการตั้งฐาน แม้เป็นเบอร์หนึ่งโลก ขณะที่ Bitkub ยังนอนครองเบอร์หนึ่งในประเทศต่อไป ควบคู่กับการพัฒนาเพื่อขยายฐาน

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่าง บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) กับกลุ่ม Binance เพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย เมื่อวันที่17 ม.ค.ที่ผ่านมา นอกจากจะมีผลต่อราคาหุ้นของบริษัทแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศทวีคุณขึ้นไปอีก

หลังจากช่วยปลายปีที่ผ่านมายานแม่อย่าง SCB X ของกลุ่ม “ไทยพาณิชย์”ประกาศเข้าลงทุนใน “บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด” (Bitkub Online Co., Ltd.) ผู้นำด้านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศ ผ่านการเข้าซื้อหุ้นสามัญในสัดส่วนร้อยละ 51 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.78 หมื่นล้านบาท โดยมี บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รับหน้าที่ผลักดันและทำงานร่วมกับ “Bitkub” ในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในการสร้างธุรกิจร่วมกัน

เทรนด์ลงทุนใหม่เพิ่มบทบาทต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “SCB และ Bitkub” รวมถึง “GULF และ Binance” ช่วยตอกย้ำว่า เทรนด์การลงทุนแบบใหม่อย่าง คริปโตเคอเรนซี่ (Cryptocurrency) กำลังจะเข้ามาแซงหน้าการลงทุนในรูปแบบเดิมๆอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังต้องใช้เวลาที่จะทำให้มูลค่าของตลาดเท่าเทียมกับพี่ใหญ่อย่างตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้น เพราะปัจจุบัน Digital Asset Exchange สามารถจับต้องได้มากกว่าช่วงแรกๆ ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียน 2-3 แห่งพยายามผลักดัน แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “SCB เข้ามาลงทุนถือหุ้นใหญ่ใน Bitkub ยิ่งช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาพิจารณาการลงทุนรูปแบบใหม่ใน Digital Asset Exchange อย่างมาก

ดังนั้น เมื่อความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อตลาด Digital Asset Exchange มีมากขึ้น การแสวงหาข้อมูลความรู้ต่อการลงทุนรูปแบบใหม่นี้ ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว และมันกลับช่วยทำให้คู่แข่งขันรายใหม่ๆที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันย่อมเกิดการแข่งขันทางธุรกิจและผู้ที่ได้รับประโยชน์หนีไม่พ้นลูกค้าหรือนักลงทุนที่จะได้รับบริการ หรือข้อมูล หรือเครื่องมือต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จากคนในเจนเนอร์เรชั่นก่อนหน้าที่ตัดสินใจโยกย้ายเงินจากธนาคารพาณิชย์ซึ่งให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ หันมาสู่การลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อหวังรับผลตอบแทนในอัตราที่สูงขึ้น แม้รู้ว่าการลงทุนแบบนี้จะมีความเสี่ยงมากกว่า และ สิ่งที่คาดว่าจะเกดขึ้นต่อไป คือ ตลาด Digital Asset Exchange จะได้รับความสนใจจากบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น สำหรับเป็นช่องทางทำธุรกิจใหม่ หรือช่องทางในการระดมทุนแบบใหม่ จนนำไปสู่การออกโปรดักส์ทางการเงินแบบ Cryptocurrency เพิ่มขึ้น

Binance กับตลาดในไทยไม่ง่าย

เป็นที่รู้กันดีว่า “Binance” คือแพลตฟอร์มเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลก ที่ผ่านมามีนักลงทุนไทยจำนวนมากเลือกที่จะเข้าไปใช้บริการของ Binance อยู่ก่อนแล้ว จากโปรดักส์จำนวนนับไม่ถ้วนที่เปิดให้ซื้อขายเพื่อเข้าลงทุน รวมไปถึงเหล่านักขุดเหรียญ (Miner) ที่สามารถผลตอบแทนที่ลงมือลงแรงผ่านช่องทางนี้ได้

แต่ การเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นั่นเพราะปัญหาสำคัญคือกฏเกณฑ์และการควบคุมต่างๆของภาครัฐ โดยเฉพาะ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมไปถึงกรณีพิพาทหรือข้อถกเถียงที่ครุกรุ่นในปัจจุบันอย่างประกาศเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายเงินดิจิทัล หรือแคปปิตอลเกนในอัตรา 15% ของกรมสรรพากร ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญของ Binance โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนไทยที่เปิดบัญชีลงทุนอยู่ใน Binance ก่อนหน้านี้ จะได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีของกรมสรรพกากรหรือไม่ ทั้งในรูปแบบการลงทุนเก็งกำไร หรือการขุดเหรียญ

ขณะเดียวกัน โปรดักส์ของ Binance ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จะสามารถนำเข้ามาให้บริการแก่ลูกค้าคนไทยรายใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้หมดหรือไม่ หรือกฏเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลอาจพ่นพิษจนทำให้เหลือโปรดักส์เข้ามานำเสนอในตลาดไทยได้แค่เพียงบางส่วน

GULF พาร์ทเนอร์ขั้นเทพ

นั่นทำให้ หลายฝ่ายมองว่าการประกาศความร่วมมือกับกลุ่ม “กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ” นอกเหนือจากเพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทยแล้ว Binance ยังหวังเพิ่มพึ่งพา GULF ในช่องทางอื่น โดยเฉพาะการช่วยเจรจาต่อรองสำหรับการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพราะ GULF ถือเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของประเทศ ที่มีการเจรจาสัมปทานจำนวนมากกับภาครัฐ โดยเฉพาะสัมประทานด้านพลังงานไฟฟ้า

ไม่เพียงเท่านี้ หากพิจารณาถึงศักยภาพทั้งกลุ่มกัลฟ์ถือว่ามีขนาดใหญ่มาก โดยมีมาร์เกตแคปรวมกันทั้งกลุ่มกว่า 1.24 ล้านล้านบาท เนื่องจากปัจจุบัน GULF เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) สัดส่วน 42.25% ซึ่งเป็นยานแม่ของกลุ่มสื่อสารรายใหญ่ในประเทศอย่าง ADVANC (เอไอเอส) และบมจ.ไทยคม (THCOM) จึงนำไปสู่คาดการณ์ว่า นอกจาก จะช่วยให้ Binance ผ่านกฏเกณฑ์หรือเงื่อนไขของ ก.ล.ต.เพื่อเข้ามาทำธุรกิจในประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันด้วยฐานผู้ใช้บริการบนเครือข่ายมือถือของเอไอเอสกว่า43 ล้านบัญชี เชื่อว่าจะช่วย Binace ขยายฐานลูกค้าของตนในประเทศไทยได้ไม่ยาก นอกจากนี้ คาดว่าจะเกิดการ Synergy ร่วมกันในรูปแบบโปรดักส์ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายที่เป็นผลประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย นั่นเพราะทุกวันนี้เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศและจะมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น

ดังนั้นด้วยเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งภาคธุรกิจและภาคการเงินของ GULF เชื่อว่าหาก Binance สามารถฝ่าด่านอรหันต์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้แล้ว ที่เหลือจะไม่เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับการแข่งขันกับคู่แข่งขันทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในเวลานี้อย่าง “Bitkub”

Bitkub เบอร์หนึ่งนอนมา

ภาพรวมการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลในประเทศไทยในปี 2564 ที่ผ่านมา ถือว่าคึกคักมาก โดยมีกระแสผู้เล่นรายใหม่เข้ามาตลาดซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดว่าในปีนี้ก็จะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสาเหตุที่คนไทยหันมาสนใจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิตอลเพิ่มขึ้น นั่นเพราะ ผู้ซื้อขายสามารถลงทุนสินทรัพย์ดิจิตอลทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ด้วยตนเอง โดยใช้จำนวนเงินไม่มาก ขณะเดียวกันปัจจุบันภาคเอกชนเริ่มให้ความสนใจกับการประยุกต์ใช้สินทรัพย์ดิจิตอลกับธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หรือการนำทรัพย์สินมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิตอล ทำให้กระแสความนิยมในเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับ Bitkub ที่ผ่านมาการเข้ามาร่วมลงทุนของกลุ่ม SCB เป็นบิ๊กมูฟที่สำคัญ และเป็นความหวังของประเทศไทยที่จะทำให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ อีกมาก โดย เป้าหมายและแผนธุรกิจในปี 2565 ของบริษัทยังมุ่งไปยังการสร้างการเติบโตให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ในประเทศ ด้วยการรักษาการเติบโตกว่า 10 เท่า ทั้งในแง่จำนวนลูกค้า และรายได้ไว้ให้ได้ต่อไป จากปัจจุบันมีนักลงทุน เปิดบัญชีราว 3 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 1,000% จากเดือน เม.ย.2564 ที่มี 1 ล้านบัญชี ด้วยการขยายฐานไปยังกลุ่มคนทั่วไปมากขึ้น ไม่จำกัดแต่ในกลุ่มคนที่มีความรู้ด้านไอที เพราะเมื่อฐานลูกค้ากว้างขึ้น ตลาดก็จะใหญ่ขึ้นตามมา ทำให้มูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกันผู้บริหารของ Bitkub ย้ำว่าทางกลุ่มก็คาดหวังว่า ในอนาคตแม้จะมีรายใหม่ ๆ เข้ามามาก อย่างน้อยคนก็คุ้นเคยกับแอปพลิเคชั่นนี้ ว่า เป็นอะไรที่สามารถลงทุนแล้วได้ผลตอบรับและกำไรที่ดี จึงไม่ซีเรียสที่มีคู่แข่งเยอะขึ้น แต่ซีเรียสว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดใหญ่มากขึ้นมากกว่า ส่วนแผนธุรกิจในปี 2565 บริษัทจะจับมือกับพันธมิตรในธุรกิจเกมออนไลน์ โดยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนเล่นเกมกับคนที่มีคริปโทเคอร์เรนซี ในการแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลกับโลกของเงินจริง รวมถึงการซื้อบริการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่าง ๆ นอกจากนี้จะได้เห็นความร่วมมือระหว่างบิทคับกับพันธมิตรรายใหญ่ในประเทศไทยจากหลากหลายวงการ เพื่อช่วยกันสร้างอีโคซิสเต็มสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ

ดังนั้นในภาพรวม หลายฝ่ายเชื่อว่า การเติบโตของ Bitkub ต่อจากนี้ยังเป็นไปในทิศทางก้าวกระโดดทั้งในยอดปริมาณธุรกรรม และยอดบัญชีใช้บริการ แม้จะมีคู่แข่งขันรายใหญ่เข้ามา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทที่เคยครองไว้มากกว่า90% จะเป็นตัวเลขอมตะไปได้ยาวนานแค่ไหน หาก Binance กระโดดเข้ามาในตลาดประเทศไทยเต็มตัวจริง?

อย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างการศึกษาแนวทางลงทุนของ Binance ก็ถือเป็นโอกาสให้ Bitkub ขยายตัวไปได้อีกมาก ด้วยขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆล้วนได้รับอนุญาต และผ่านเงื่อนไขการกำกับดูแลของก.ล.ต.อยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นเหมือนช่วงเวลาแห่งการพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน อีกทั้งพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างกลุ่ม “ไทยพาณิชย์” ก็มีชื่อเสียงและประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจการเงินมายาวนาน จึงมีความแข็งแกร่งในตลาดการเงินสูง ดังนั้นการร่วมมือเดินหน้าทางธุรกิจระหว่างกัน คาดว่าจะยิ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของ Bitkub ได้มากขึ้น และเพิ่มสะดวกในการสร้างโปรดักส์ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายออกมาได้มากมาย

บทสรุป

โดยรวม หาก Binance เข้ามาทำตลาด Digital Asset Exchange ในประเทศไทยจริง ผ่านการร่วมมือกับ GULF หลายฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อตลาดในประเทศ เมื่อ Bitkub ของกลุ่ม SCB มีคู่แข่งขันที่สมน้ำสมเนื้อ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ Banace จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดที่มีอยู่ไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเหตุผลจากเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ของฝ่ายกำกับดูแล รวมไปถึงผลกระทบของกลุ่มลูกค้าจากการเรียกเก็บภาษีของกรมสรรพกร ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มลูกค้าใหม่

เช่นเดียวกับ Bitkub ที่คาดว่ากลุ่มลูกค้าของบริษัทย่อมได้รับผลกระทบไปในทิศทางเดียวกัน จนอาจทำให้ความน่าสนใจลงทุนลดลง แต่วัฏจักรทางธุรกิจยังอยู่ในช่วงเติบโตก้าวกระโดด จากเทรนด์การลงทุนแบบใหม่ที่ได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะนำไปสู่การครอบครองความเป็นผู้นำตลาดเช่นเดิม แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การขยายฐานผู้ลงทุน

เครดิต mgronline